Internet นอกจากจะช่วยให้เราสื่อสารกับคนทั่วโลกได้แล้ว มันก็ยังเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกสามารถบุกรุกเครื่องเราได้เหมือนกัน โดยผ่านทาง Internet's open communications "protocols"

 


 

แล้ว Protocol คืออะไร ?


โพรโตคอล (Protocol) เป็นข้อกำหนดถึงรูปแบบที่จะใช้งานในการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งไปมาในเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งโพรโตคอลเป็นตัวกำหนด "ไวยากรณ์ (รูปประโยค)" ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในการพูดคุยกัน

 
รูปแบบการทำงานของ protocol จะเป็นแบบง่ายๆ คือ protocol จะทำการแบ่งข้อมูลหรือข้อความที่จะส่ง เป็นชิ้นๆเรียกข้อมูลที่ถูกแบ่งแล้ว ว่า "Packets" เสร็จแล้วจะนำ packets ส่งไปประกอบใหม่ที่เครื่องของผู้รับ หรือผู้ที่เรากำลังส่งข้อมูล ข้อความ ให้เป็นเหมือนกับต้นฉบับ (ก่อนถูกแบ่งเป็น packets) Protocol ที่ทำหน้าที่นี้มีสองตัวคือ TCP ( Transmission Control Protocol ) และ IP ( Internet Protocol ) หรือ TCP/IP
TCP จะทำการแบ่งข้อมูลเป็น Packets เล็กๆ
IP จะทำการส่งข้อมูล ตรวจสอบปลายทางที่ข้อมูลจะไปว่าถูกต้องหรือไม่

 

 
 

การส่งข้อมูลผ่าน Internet นั้นจะทำการส่งแบบ packet-switched network ซึ่งต้องผ่านตัวกลางหลายตัว เช่น routers หรือ modem ดังนั้น TCP/IP จึงถูกใช้ในการส่งข้อมูลผ่าน Internet ดังวิธีการทำงานของมันที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งต่างจากการส่งข้อมูลแบบโทรศัพท์หรือ circuit-switched network ที่เป็น single connection คือเมื่อเชื่อมต่อเสร็จก็ฉอดๆ ได้เลย

 

 

 Web ต่างๆก็ใช้ protocol เหล่านี้ ( protocol ไม่ใช่มีแค่ TCP/IP อย่างเดียว) ซึ่งเว็บนั้นทำงานในรูปแบบ Client/Server โดยที่ Client นั้นคือ Web Browser ที่อยู่บนเครื่องเราเช่น IE , Firefox ,Safari ส่วน Server จะส่งข้อมูลที่เขาร้องขอมาแสดงที่ Web Browser (Client)

 

World Wide Web ทำงานอย่างไร ?

 

1. Web จะทำงานผ่าน client/sever model โดยใช้ Web browser เป็นตัวเชื่อมต่อ

2. ใส่ URL  ที่ต้องการจะดูข้อมูล(เข้าเว็บ) ใน URL address  ( URL:Uniform Resource Locators )ของ Web browser เพื่อให้ web browser ทำการร้องขอข้อมูลจาก Server โดยส่ง URL Request ผ่าน HyperText Transfer Protocol (HTTP)

3. URLs จะประกอบด้วยส่วนต่างๆ เช่นURLs เว็บ exteen  http://www.exteen.com

- ส่วนแรก http://www.exteen.com จะบอกถึง Protocol ที่ใช้ในการติดต่อกับ server  ในที่นี้คือ HTTP

- ส่วนที่สอง  http://www.exteen.comจะบอกถึงชนิดของแหล่งข้อมูลใน internet ที่ทำการติดต่อ คือ world wide web หรือ ลองยกตัวอย่างเทียบ เช่น http://dekbar.exteen.com ในที่นี้ dekbar เป็น subdomain ของ exteen ซึ่งทำการติดต่อภายใน server ของ exteen 

- ส่วนที่สาม http://www.exteen.com  จะบอกที่อยู่ของ Server ใน internet หรือเทียบได้กับ IP Address ของ Server นั่นเอง

- ส่วนอื่นๆเช่น http://www.exteen.com/images/avatar.jpg จะบอกเกี่ยวกับ Directory , file , ชนิดของ webpage หรือ files ที่อยู่บน Server

4. URLs Request จาก web browser ของ Client ส่งผ่าน Routers ซึ่งปกติ Internet Server จะไ่ม่เข้าใจพวกตัวอักษร เช่น http://www.exteen.com แต่จะเข้าใจเฉพาะตัวเลข ดังนั้น URLs จะถูกแปลเป็น IP Address โดยผ่าน DNS Server

เช่น http://www.exteen.com จะถูกแปลงเป็น 210.1.31.238

5. Server ตอบรับการร้องขอ (Request) โดยผ่าน HTTP(Hypertext transfer protocol) ที่ Client ร้องขอมา

6. Server ทำการค้นหาข้อมูลที่ Client ต้องการแล้วส่งกลับไปแสดงยัง web browser ของ Client

 

 

แล้วทำไม Protocols ถึงไม่ปลอดภัยหล่ะ ?

เพราะว่า protocols ที่ออกแบบง่ายๆสำหรับส่ง packets นั้นเป็นแบบเปิด (open) ซึ่งหากใครบางคนที่มีความรู้เรื่องการส่งข้อมูลโดยผ่าน open protocols พวกนี้ จะสามารถดักจับข้อมูลที่ส่งไปยังweb หรือ email ต่างๆได้ และ ก็มี softwares สำหรับดักจับข้อมูลเหล่านี้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังสามารถใช้ Protocols เหล่านี้เพื่อซ่อนตัวตน( IP Address )บน Internet หรืออาจจะเปลีี่ยน IP เป็นบุคคลอื่นก็ได้ เช่น Bot ที่ถล่ม Webboard ส่วนใหญ่ จะใช้แอบอ้าง Google IP เพื่อซ่อน IP ที่แท้จริงทำให้ไม่สามารถจับได้

 

 

แปลจาก   how security works

อ้างอิง  thaicert.nectec.or.th

จุดขายของ SAP

1.  SAP เป็นผู้นำในตลาด ERP

2.  มีโมดูลต่างๆเชื่องโยงกันภายใน SAP ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

3.  ถ้าองค์กรมีการใช้และจัดการ SAPดี จะได้รับผลตอบแทนสูง ช่วยให้การจัดการทรัพยากรในองค์กรดีขึ้น

4.  ผู้จัดการของบริษัทสามารถตรวจสอบดูข้อมูลและสถานะของบริษัทได้ทุกส่วน

            SAP ถึงแม้จะมีข้อดีอยู่มากมายแต่ก็มีข้อจำกัดคือ

1. ระบบ SAP มีราคาแพง ทั้งในส่วนของ License และ Implementer

2. หากมีความผิดพลาดของข้อมูลเกิดขึ้นที่จุดหนึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปถึง module อื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากมีการใช้ข้อมูลต่างๆร่วมกัน

3. ระบบมีความซับซ้อนมาก

4. ไม่เหมาะกับบริษัทเล็กๆ

งานที่เหมาะกับSAP

SAP มีเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมไปถึง รัฐบาล, สถานศึกษา, และ โรงพยาบาล โดยพบผู้ใช้งาน SAP ในธุรกิจดังต่อไปนี้

(1)           เหมืองแร่และเกษตรกรรม    น้ำมันและก็าซธรรมชาติ       เคมี  ยา เครื่องปั้นดินเผาและแก้ว
(2)           การก่อสร้าง  อุตสาหกรรมหนัก  รถยนต์  เรือ, เครื่องบิน, และ รถไฟ การขนส่งและการท่องเที่ยว สินค้า    อุปโภคและบริโภค เสื้อผ้าและเส้นใย
(3)           การขายส่งและขายปลีก
(4)           การโฆษณาและประชาสัมพันธ์
(5)           คลังสินค้า, การกระจาย, และ การบรรจุภัณฑ์
(6)           เงินทุน, ธนาคาร, และ การประกันภัย
(7)           รัฐบาล
(8)           พิพิธภัณฑ์
(9)           โรงพยาบาล
(10)         การศึกษาและการค้นคว้า
(11)         ที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตาม SAP ไม่ได้ใช้ได้กับทุกงานเสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานด้วย เช่น การทำอู่ซ่อมรถ ไม่มีฝ่ายบุคคล ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ SAP เพราะ SAP ราคาแพงซึ่งไม่คุ้มค่ากับงานที่เป็นลักษณะของบริษัทขนาดเล็ก

 

คุณสมบัติและการเตรียมตัวสำหรับการนำระบบ SAP เข้ามาใช้

            ในการทำงานที่มีการใช้ระบบ SAP จะต้องมีการเตรียมตัวในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่จะนำ SAP เข้ามาใช้นั้นจะต้องมีการเตรียมตัวและมีความพร้อมในระดับหนึ่งของการใช้ SAP ในที่นี้จะแบ่งคุณสมบัติและการเตรียมตัวสำหรับการนำระบบ SAP เข้ามาใช้ออกเป็นสองกลุ่ม ดังนี้

1.  ผู้ใช้ SAP ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


                (1)  SAP Application Analysts (end user) คือบุคคลที่ใช้SAPในการทำงานซัพพอร์ต SAP Modules เช่น MM, PM, PP, FI/CO, SD, PS, HR, IS และ Data Admin Analyst คือผู้ที่มีความรู้ใน MM, SD module และเรื่องธุรกิจการขายทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการกับ Materials จนถึงการรับ Order และส่งสินค้าถึงมือลูกค้า

ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องมีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์ และจะต้องได้รับการฝึกหัดการใช้ SAP จาก SA (System Analysts หรือ บริษัทที่มีการ Train SAP

                (2) SAP System Analysts คือ บุคคลที่พัฒนา module ต่างๆมาใช้งาน ได้แก่ ABAP BATCH BASIS

และ SAP Authorization & Profile Analyst คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจ ที่คอยดูแลหรือจัดลำดับความสำคัญของ user ที่จะเข้าใช้งาน SAP และคอยควบคุมกลไกการทำงานใน SAP ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ คือ

-          มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมและดูแลระบบฐานข้อมูล

-          ได้รับการฝึกหัดจากบริษัท Sap Thailand หรือ บริษัทSoftware Park

-          ปรึกษาเรื่อง SAP กับบริษัท Consult เช่น บริษัท Price Waterhouse

2.  องค์กรที่จะนำSAP มาใช้


ส่วนมากองค์กรที่จะนำ SAP มาใช้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฝ่าย IT ในองค์กรอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่องค์กรเหล่านี้จะต้องเตรียมตัว คือ

                1. เตรียมงบประมาณ

                2. เปลี่ยนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

                3. เปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น จากระบบมือ เป็นระบบ SAP, ระบบบัญชีให้กรอกข้อมูลลงบนSAP

                4. เตรียมคนทำระบบ คือเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT จะต้องเรียนรู้ใหม่หมด โดยมีการส่งบุคคลากรฝ่าย IT ที่บริษัทไปฝึกใช้ SAP และรับพนักงานใหม่ที่ชำนาญในการใช้ SAP

                5. จ้างบริษัท เช่น SAP Thailand มาสอนการใช้ SAP ให้แก่พนักงาน

                6. จ้างบริษัทConsult เช่น บริษัท Assenger, บริษัทแอนเดอร์สัน คอนซัลติ้ง มาให้คำปรึกษาแก่พนักงานหรือร่วมทำงานกับบริษัทเหมือนเป็นพนักงานที่ทำงานให้บริษัท

7. จ้างบริษัท Assenger, Price Waterhouse หรือบริษัทแอนเดอร์สัน คอนซัลติ้ง มาให้คำปรึกษาในการวางระบบ SAPสำหรับการติดตั้งในระยะแรก และมาดูแลด้านฮาร์ดแวร์พร้อมทั้งด้านระบบให้
            ปัจจุบันนี้มีหลากหลายบริษัทที่หันมาใช้ SAP ในการจัดการธุรกิจ เพราะนอกจากผู้จัดการจะดูแลได้ทุกสายงานของบริษัทแล้ว ยังช่วยให้การทำงานของบริษัทดีขึ้น และได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูง ดังเช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ที่หันมาใช้ SAP R/3 อย่างเต็มตัว และกำลังพยายามที่จะนำ SAP R/4 ซึ่งมีการทำงานแบบ Online ไม่ต้องพึ่งพา Mainframe อีกต่อไป และทุกวันนี้บุคลากรที่ทำระบบ SAP ก็กำลังเป็นที่ต้องการ

 

บทสรุป

สรุป SAP เป็น ERP อย่างหนึ่งที่ช่วยในการที่จะ Integrate Functional Area ของ Business ได้ โดยใช้ Database ร่วมกันของแต่ละ Functional และช่วยในการออกรายงาน ที่ช่วยในการตัดสินใจ ของ Management ไม่ใช่ทุกที่จะ Implement ERP แล้วจะประสบความสำเร็จ เช่น Dell ที่ Implement ERP ไม่สำเร็จ

การ Implement SAP ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร หรือประเภทธุรกิจ เพราะ SAP มี Module มาก เช่นบางบริษัทไม่ Implement HR และการ Implement ให้สำเร็จก็ต้องอาศัย Consult

ความสำคัญและประโยชน์ของ ERP คือ เป็นเป้าหมายสำหรับ บริษัทใหญ่คือสามารถ Manage สาขาได้ทั่วโลก
โดยผ่านการ Share ข้อมูล Management สามารถดึง Report ที่ต้องการออกมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช้ ERP จะมีคำถามว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้าใช้ ERP จะถามว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่

ในอนาคตบางบริษัทอาจจะมีการทำงานที่มีระบบซอฟต์แวร์ SAP R4 ที่จะรองรับการทำงานของอินเตอร์เน็ต ช่วยลดข้อจำกัดของการทำงานระบบเมนเฟรมทั้งเรื่องฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการจำกัดการใช้งาน ซึ่งบนอินเตอร์เน็ตผู้จัดการจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันเชื่อมโยงกับลูกน้อง และยังเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก ทำให้การใช้งานกว้างขวางขึ้น สามารถเพิ่มการใช้งานใหม่ๆได้ ดังเช่นในเรื่