Security#1 Internet ทำงานอย่างไร

posted on 22 Nov 2009 19:41 by it-edu  in Security

 

 

Internet นอกจากจะช่วยให้เราสื่อสารกับคนทั่วโลกได้แล้ว มันก็ยังเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกสามารถบุกรุกเครื่องเราได้เหมือนกัน โดยผ่านทาง Internet's open communications "protocols"

 


 

แล้ว Protocol คืออะไร ?


โพรโตคอล (Protocol) เป็นข้อกำหนดถึงรูปแบบที่จะใช้งานในการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ส่งไปมาในเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งโพรโตคอลเป็นตัวกำหนด "ไวยากรณ์ (รูปประโยค)" ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในการพูดคุยกัน

 
รูปแบบการทำงานของ protocol จะเป็นแบบง่ายๆ คือ protocol จะทำการแบ่งข้อมูลหรือข้อความที่จะส่ง เป็นชิ้นๆเรียกข้อมูลที่ถูกแบ่งแล้ว ว่า "Packets" เสร็จแล้วจะนำ packets ส่งไปประกอบใหม่ที่เครื่องของผู้รับ หรือผู้ที่เรากำลังส่งข้อมูล ข้อความ ให้เป็นเหมือนกับต้นฉบับ (ก่อนถูกแบ่งเป็น packets) Protocol ที่ทำหน้าที่นี้มีสองตัวคือ TCP ( Transmission Control Protocol ) และ IP ( Internet Protocol ) หรือ TCP/IP
TCP จะทำการแบ่งข้อมูลเป็น Packets เล็กๆ
IP จะทำการส่งข้อมูล ตรวจสอบปลายทางที่ข้อมูลจะไปว่าถูกต้องหรือไม่

 

 
 

การส่งข้อมูลผ่าน Internet นั้นจะทำการส่งแบบ packet-switched network ซึ่งต้องผ่านตัวกลางหลายตัว เช่น routers หรือ modem ดังนั้น TCP/IP จึงถูกใช้ในการส่งข้อมูลผ่าน Internet ดังวิธีการทำงานของมันที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งต่างจากการส่งข้อมูลแบบโทรศัพท์หรือ circuit-switched network ที่เป็น single connection คือเมื่อเชื่อมต่อเสร็จก็ฉอดๆ ได้เลย

 

 

 Web ต่างๆก็ใช้ protocol เหล่านี้ ( protocol ไม่ใช่มีแค่ TCP/IP อย่างเดียว) ซึ่งเว็บนั้นทำงานในรูปแบบ Client/Server โดยที่ Client นั้นคือ Web Browser ที่อยู่บนเครื่องเราเช่น IE , Firefox ,Safari ส่วน Server จะส่งข้อมูลที่เขาร้องขอมาแสดงที่ Web Browser (Client)

 

World Wide Web ทำงานอย่างไร ?

 

1. Web จะทำงานผ่าน client/sever model โดยใช้ Web browser เป็นตัวเชื่อมต่อ

2. ใส่ URL  ที่ต้องการจะดูข้อมูล(เข้าเว็บ) ใน URL address  ( URL:Uniform Resource Locators )ของ Web browser เพื่อให้ web browser ทำการร้องขอข้อมูลจาก Server โดยส่ง URL Request ผ่าน HyperText Transfer Protocol (HTTP)

3. URLs จะประกอบด้วยส่วนต่างๆ เช่นURLs เว็บ exteen  http://www.exteen.com

- ส่วนแรก http://www.exteen.com จะบอกถึง Protocol ที่ใช้ในการติดต่อกับ server  ในที่นี้คือ HTTP

- ส่วนที่สอง  http://www.exteen.comจะบอกถึงชนิดของแหล่งข้อมูลใน internet ที่ทำการติดต่อ คือ world wide web หรือ ลองยกตัวอย่างเทียบ เช่น http://dekbar.exteen.com ในที่นี้ dekbar เป็น subdomain ของ exteen ซึ่งทำการติดต่อภายใน server ของ exteen 

- ส่วนที่สาม http://www.exteen.com  จะบอกที่อยู่ของ Server ใน internet หรือเทียบได้กับ IP Address ของ Server นั่นเอง

- ส่วนอื่นๆเช่น http://www.exteen.com/images/avatar.jpg จะบอกเกี่ยวกับ Directory , file , ชนิดของ webpage หรือ files ที่อยู่บน Server

4. URLs Request จาก web browser ของ Client ส่งผ่าน Routers ซึ่งปกติ Internet Server จะไ่ม่เข้าใจพวกตัวอักษร เช่น http://www.exteen.com แต่จะเข้าใจเฉพาะตัวเลข ดังนั้น URLs จะถูกแปลเป็น IP Address โดยผ่าน DNS Server

เช่น http://www.exteen.com จะถูกแปลงเป็น 210.1.31.238

5. Server ตอบรับการร้องขอ (Request) โดยผ่าน HTTP(Hypertext transfer protocol) ที่ Client ร้องขอมา

6. Server ทำการค้นหาข้อมูลที่ Client ต้องการแล้วส่งกลับไปแสดงยัง web browser ของ Client

 

 

แล้วทำไม Protocols ถึงไม่ปลอดภัยหล่ะ ?

เพราะว่า protocols ที่ออกแบบง่ายๆสำหรับส่ง packets นั้นเป็นแบบเปิด (open) ซึ่งหากใครบางคนที่มีความรู้เรื่องการส่งข้อมูลโดยผ่าน open protocols พวกนี้ จะสามารถดักจับข้อมูลที่ส่งไปยังweb หรือ email ต่างๆได้ และ ก็มี softwares สำหรับดักจับข้อมูลเหล่านี้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังสามารถใช้ Protocols เหล่านี้เพื่อซ่อนตัวตน( IP Address )บน Internet หรืออาจจะเปลีี่ยน IP เป็นบุคคลอื่นก็ได้ เช่น Bot ที่ถล่ม Webboard ส่วนใหญ่ จะใช้แอบอ้าง Google IP เพื่อซ่อน IP ที่แท้จริงทำให้ไม่สามารถจับได้

 

 

แปลจาก   how security works

อ้างอิง  thaicert.nectec.or.th

จุดขายของ SAP

1.  SAP เป็นผู้นำในตลาด ERP

2.  มีโมดูลต่างๆเชื่องโยงกันภายใน SAP ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว

3.  ถ้าองค์กรมีการใช้และจัดการ SAPดี จะได้รับผลตอบแทนสูง ช่วยให้การจัดการทรัพยากรในองค์กรดีขึ้น

4.  ผู้จัดการของบริษัทสามารถตรวจสอบดูข้อมูลและสถานะของบริษัทได้ทุกส่วน

            SAP ถึงแม้จะมีข้อดีอยู่มากมายแต่ก็มีข้อจำกัดคือ

1. ระบบ SAP มีราคาแพง ทั้งในส่วนของ License และ Implementer

2. หากมีความผิดพลาดของข้อมูลเกิดขึ้นที่จุดหนึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปถึง module อื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากมีการใช้ข้อมูลต่างๆร่วมกัน

3. ระบบมีความซับซ้อนมาก

4. ไม่เหมาะกับบริษัทเล็กๆ

งานที่เหมาะกับSAP

SAP มีเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมไปถึง รัฐบาล, สถานศึกษา, และ โรงพยาบาล โดยพบผู้ใช้งาน SAP ในธุรกิจดังต่อไปนี้

(1)           เหมืองแร่และเกษตรกรรม    น้ำมันและก็าซธรรมชาติ       เคมี  ยา เครื่องปั้นดินเผาและแก้ว
(2)           การก่อสร้าง  อุตสาหกรรมหนัก  รถยนต์  เรือ, เครื่องบิน, และ รถไฟ การขนส่งและการท่องเที่ยว สินค้า    อุปโภคและบริโภค เสื้อผ้าและเส้นใย
(3)           การขายส่งและขายปลีก
(4)           การโฆษณาและประชาสัมพันธ์
(5)           คลังสินค้า, การกระจาย, และ การบรรจุภัณฑ์
(6)           เงินทุน, ธนาคาร, และ การประกันภัย
(7)           รัฐบาล
(8)           พิพิธภัณฑ์
(9)           โรงพยาบาล
(10)         การศึกษาและการค้นคว้า
(11)         ที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตาม SAP ไม่ได้ใช้ได้กับทุกงานเสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานด้วย เช่น การทำอู่ซ่อมรถ ไม่มีฝ่ายบุคคล ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ SAP เพราะ SAP ราคาแพงซึ่งไม่คุ้มค่ากับงานที่เป็นลักษณะของบริษัทขนาดเล็ก

 

คุณสมบัติและการเตรียมตัวสำหรับการนำระบบ SAP เข้ามาใช้

            ในการทำงานที่มีการใช้ระบบ SAP จะต้องมีการเตรียมตัวในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่จะนำ SAP เข้ามาใช้นั้นจะต้องมีการเตรียมตัวและมีความพร้อมในระดับหนึ่งของการใช้ SAP ในที่นี้จะแบ่งคุณสมบัติและการเตรียมตัวสำหรับการนำระบบ SAP เข้ามาใช้ออกเป็นสองกลุ่ม ดังนี้

1.  ผู้ใช้ SAP ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ


                (1)  SAP Application Analysts (end user) คือบุคคลที่ใช้SAPในการทำงานซัพพอร์ต SAP Modules เช่น MM, PM, PP, FI/CO, SD, PS, HR, IS และ Data Admin Analyst คือผู้ที่มีความรู้ใน MM, SD module และเรื่องธุรกิจการขายทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการกับ Materials จนถึงการรับ Order และส่งสินค้าถึงมือลูกค้า

ซึ่งคนกลุ่มนี้จะต้องมีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์ และจะต้องได้รับการฝึกหัดการใช้ SAP จาก SA (System Analysts หรือ บริษัทที่มีการ Train SAP

                (2) SAP System Analysts คือ บุคคลที่พัฒนา module ต่างๆมาใช้งาน ได้แก่ ABAP BATCH BASIS

และ SAP Authorization & Profile Analyst คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจ ที่คอยดูแลหรือจัดลำดับความสำคัญของ user ที่จะเข้าใช้งาน SAP และคอยควบคุมกลไกการทำงานใน SAP ซึ่งต้องมีคุณสมบัติ คือ

-          มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมและดูแลระบบฐานข้อมูล

-          ได้รับการฝึกหัดจากบริษัท Sap Thailand หรือ บริษัทSoftware Park

-          ปรึกษาเรื่อง SAP กับบริษัท Consult เช่น บริษัท Price Waterhouse

2.  องค์กรที่จะนำSAP มาใช้


ส่วนมากองค์กรที่จะนำ SAP มาใช้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีฝ่าย IT ในองค์กรอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่องค์กรเหล่านี้จะต้องเตรียมตัว คือ

                1. เตรียมงบประมาณ

                2. เปลี่ยนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

                3. เปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น จากระบบมือ เป็นระบบ SAP, ระบบบัญชีให้กรอกข้อมูลลงบนSAP

                4. เตรียมคนทำระบบ คือเจ้าหน้าที่ฝ่าย IT จะต้องเรียนรู้ใหม่หมด โดยมีการส่งบุคคลากรฝ่าย IT ที่บริษัทไปฝึกใช้ SAP และรับพนักงานใหม่ที่ชำนาญในการใช้ SAP

                5. จ้างบริษัท เช่น SAP Thailand มาสอนการใช้ SAP ให้แก่พนักงาน

                6. จ้างบริษัทConsult เช่น บริษัท Assenger, บริษัทแอนเดอร์สัน คอนซัลติ้ง มาให้คำปรึกษาแก่พนักงานหรือร่วมทำงานกับบริษัทเหมือนเป็นพนักงานที่ทำงานให้บริษัท

7. จ้างบริษัท Assenger, Price Waterhouse หรือบริษัทแอนเดอร์สัน คอนซัลติ้ง มาให้คำปรึกษาในการวางระบบ SAPสำหรับการติดตั้งในระยะแรก และมาดูแลด้านฮาร์ดแวร์พร้อมทั้งด้านระบบให้
            ปัจจุบันนี้มีหลากหลายบริษัทที่หันมาใช้ SAP ในการจัดการธุรกิจ เพราะนอกจากผู้จัดการจะดูแลได้ทุกสายงานของบริษัทแล้ว ยังช่วยให้การทำงานของบริษัทดีขึ้น และได้รับผลตอบแทนค่อนข้างสูง ดังเช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด ที่หันมาใช้ SAP R/3 อย่างเต็มตัว และกำลังพยายามที่จะนำ SAP R/4 ซึ่งมีการทำงานแบบ Online ไม่ต้องพึ่งพา Mainframe อีกต่อไป และทุกวันนี้บุคลากรที่ทำระบบ SAP ก็กำลังเป็นที่ต้องการ

 

บทสรุป

สรุป SAP เป็น ERP อย่างหนึ่งที่ช่วยในการที่จะ Integrate Functional Area ของ Business ได้ โดยใช้ Database ร่วมกันของแต่ละ Functional และช่วยในการออกรายงาน ที่ช่วยในการตัดสินใจ ของ Management ไม่ใช่ทุกที่จะ Implement ERP แล้วจะประสบความสำเร็จ เช่น Dell ที่ Implement ERP ไม่สำเร็จ

การ Implement SAP ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร หรือประเภทธุรกิจ เพราะ SAP มี Module มาก เช่นบางบริษัทไม่ Implement HR และการ Implement ให้สำเร็จก็ต้องอาศัย Consult

ความสำคัญและประโยชน์ของ ERP คือ เป็นเป้าหมายสำหรับ บริษัทใหญ่คือสามารถ Manage สาขาได้ทั่วโลก
โดยผ่านการ Share ข้อมูล Management สามารถดึง Report ที่ต้องการออกมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช้ ERP จะมีคำถามว่าจะทำอย่างไร แต่ถ้าใช้ ERP จะถามว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่

ในอนาคตบางบริษัทอาจจะมีการทำงานที่มีระบบซอฟต์แวร์ SAP R4 ที่จะรองรับการทำงานของอินเตอร์เน็ต ช่วยลดข้อจำกัดของการทำงานระบบเมนเฟรมทั้งเรื่องฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการจำกัดการใช้งาน ซึ่งบนอินเตอร์เน็ตผู้จัดการจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันเชื่อมโยงกับลูกน้อง และยังเชื่อมโยงไปสู่ภายนอก ทำให้การใช้งานกว้างขวางขึ้น สามารถเพิ่มการใช้งานใหม่ๆได้ ดังเช่นในเรื่องการสั่งซื้อสินค้าจะมีความสะดวกขึ้นโดยมีอิเล็กทรอนิกส์ฟอร์ม เมื่อใส่ข้อมูลลงไป ใบออร์เดอร์จะวิ่งไปตามส่วนงานต่างๆที่เรากำหนดไว้แบบอัตโนมัติจนถึงขั้นการส่งสินค้า ทำให้การทำงานสมบูรณ์มากขึ้น จนเกือบเป็นสำนักงานแบบ Paper-less ได้

Intro SAP#3 สถาปัตยกรรมของ SAP

posted on 22 Nov 2009 11:08 by it-edu  in SAP
สถาปัตยกรรมของ SAP

สำหรับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของระบบ SAP R/3 นั้น จะประกอบไปด้วยลำดับชั้นของบริการต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่า Service โดยเราจะพิจารณาส่วนของบริการต่างๆนี้ ในรูปแบบทางด้านซอฟต์แวร์ (Software-oriented Approach) ไม่ใช่ในรูปแบบทางด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware-oriented Approach) ซึ่ง SAP R/3 นี้ จะประกอบไปด้วยส่วนบริการต่างๆ 3 ส่วนด้วยกันคือ

 

  1. Presentation Service คือบริการในส่วนของรูปแบบหน้าจอ Graphical User Interface หรือ GUI โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการงานในส่วนนี้ เราจะเรียกว่าเป็น Presentation Server สำหรับในส่วนของ Presentation Server นี้จะสามารถทำงานได้ในระบบต่างๆ คือ Windows, Macintosh, OS/2 และ OSF/Motif

  2.  
  3. Application Service คือบริการในส่วนของการทำงานทางด้าน Application Logic โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการงานในส่วนนี้ เราจะเรียกว่าเป็น Application Server สำหรับในส่วนของ Application Server นี้จะสามารถทำงานได้ในระบบต่างๆ คือ UNIX และ Windows NT

  4.  
  5. Database Service คือบริการในส่วนของการดูแลข้อมูลในระบบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูล
    การสำรองข้อมูล และการฟื้นคืนสภาพของข้อมูล (Data Recovery) โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการงานในส่วนนี้  เราจะเรียกว่าเป็น Database Server สำหรับในส่วนของ Database Server นี้จะสามารถที่จะเลือกใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลต่างๆ คือ Oracle, Informix, DB/2, ADABAS D และ Microsoft SQL Server

           ในส่วนของ Protocol ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่าง Server ต่างๆนั้น SAP R/3 จะใช้ TCP/IP เป็น Protocol หลักในการติดต่อสื่อสารกัน โดยที่ในการติดต่อสื่อสารกันระหว่าง Presentation Server กับ Application Server นั้น SAP R/3 จะใช้ SAP Presentation Protocol ในลักษณะของ Optimized Protocol ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันนี้จะมีปริมาณที่ไม่มาก คืออยู่ระหว่าง 1 ถึง 2 กิโลไบต์เท่านั้น ดังนั้นในส่วนของการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่อง

          Presentation Server กับเครื่อง Application Server นั้น สามารถที่จะทำการติดต่อสื่อสารโดยผ่านทาง
Wide Area Network (WAN) ได้อย่างสบายๆ โดยอาจจะใช้สื่อที่เป็นสายโทรศัพท์ธรรมดาก็ได้ และในส่วนของการติดต่อสื่อสารกันระหว่างเครื่อง Application Server กับเครื่อง Database Server นั้น SAP R/3 จะใช้ Remote SQL Protocol ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนกันนั้นจะมีปริมาณข้อมูลที่สูงมากเป็นเมกะไบต์ ดังนั้นในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างเครื่อง Application Server กับเครื่อง Database Server นี้ จะต้องทำการติดต่อสื่อสารกันผ่านทาง Local Area Network (LAN) เท่านั้น

 
 
ที่มา : http://www2.cs.science.cmu.ac.th

Intro SAP#2 องค์ประกอบของ SAP

posted on 13 Nov 2009 09:06 by it-edu  in SAP
องค์ประกอบของ SAP (SAP R/3 Modules)

    1. Sales And Distribution (SD)     
        เป็นเรื่องของ Sale ทั้งหมด ตั้งแต่การับ Order ลูกค้าจนถึงส่งของให้ลูกค้า

    2. Material Management (MM)    
        เป็นเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับ Raw Material ทั้งหมด

    3. Production Planning (PP)     
        เป็นเรื่องของ Schedule การผลิตหรือ วางแผนการผลิตว่าจะผลิตเท่าไหร่   เป็นส่วนของ MRP

    4. Quality Management (QM)     
        เป็นเรื่องของการตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ และ Product ต่างๆ

    5. Plant Maintenance (PM)     
        เป็นเรื่องการ Manage เครื่องจักรหรือ Resource ต่างๆ

    6. Human Resource (HR)         
        เป็นเรื่องการจัดการกับคน รวมถึงเงินเดือน และสวัสดิการต่างๆ

    7. Financial Account (FI)        
        เป็นการทำบัญชีสำหรับคนภายนอก เช่น รายงานส่งสรรพากร

    8. Controlling (CO)        
        เป็นการทำบัญชีสำหรับภายใน เช่น รายงานสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการตัดสินใจ

    9. Asset Management (AM)    
        เป็นการบริหาร Fixed Asset ต่างๆ ได้แก่ เครื่องจักร รวมถึงการคิดค่าเสื่อมราคา

    10. Project System (PS)        
        เป็นการบริหาร Project จะเก็บข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ Project และนำไปเชื่อมต่อกับ Module ต่างๆ
        เช่นเงินลงทุนจะไปเชื่อมกับ FI เป็นต้น

    11. Workflow (WF)        
        เป็นเรื่องของ Workflow ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่าง Auto เช่น ส่งคำสั่งผ่าน E-Mail

    12. Industry Solution (IS)        
        เป็น Module เพิ่มเติมจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละ Industry 



ในส่วน Application ทั้งหมดของระบบ SAPนั้น ถูกพัฒนาขึ้นด้วยภาษา ABAP หรือ Advance Business Application Programming (ABAP/4 ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมในยุคที่ 4 หรือ 4GL เป็นคำที่เรียกใน SAP Release 3.0 ส่วนใน SAP Release 4.0 เป็นต้นไป จะเรียกว่า ABAP เนื่องจากมีการพัฒนาภาษาโปรแกรม ABAP เป็นแบบObject-Oriented มากขึ้น) ในส่วนของ Run Time หรือ Kernel ของระบบ SAP นั้นถูกพัฒนามาจากภาษา C/C++ ในส่วนของการ Implement ระบบ SAP นั้น จะมีการทำ Customization หรือ Configuration (จริงๆแล้วก็คือการกำหนดค่า Parameter ต่างๆ) ผ่านทาง Implementation Guide (IMG) เพื่อให้ระบบงาน SAP ทำงานได้กับองค์กรนั้นๆซึ่งก็คือ SAP เป็น ERP Software Package ที่มีการทำงานในส่วนของ Customization ในระบบ SAP ให้เข้ากับหน่วยงานนั้นๆได้



บุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำ SAP

    1.  SAP Application Analysts คือ ผู้ใช้งาน (End user) SAP ที่มีความรู้ทางด้านการซัพพอร์ต SAP Modules เช่น MM, PM, PP, FI/CO, SD, PS, HR, IS
    2.  SAP System Analysts คือ บุคคลที่พัฒนา module ต่างๆมาใช้งาน ได้แก่
        ABAP    ผู้เขียนและพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำมาใช้งาน
        BATCH    ผู้ควบคุมดูแล Job ในกระบวนการต่างๆ บน SAP
        BASIS    ผู้ดูแลระบบ SAP ให้ทำงานอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
    3.  SAP Authorization & Profile Analyst คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจ ที่คอยดูแลหรือจัดลำดับความสำคัญของ user ที่จะเข้าใช้งาน SAP และคอยควบคุมกลไกการทำงานใน SAP
    4.  Data Admin Analyst คือผู้ที่มีความรู้ใน MM, SD module และเรื่องธุรกิจการขายทั้งหมด ตั้งแต่การจัดการกับ Materials จนถึงการรับ Order และส่งสินค้าถึงมือลูกค้า

Application Module หลักๆในระบบ SAP

  • FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน
  • CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร
  • AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดกาสินทรัพย์ถาวร
  • SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า
  • MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ
  • PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต
  • QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ
  • PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน
  • HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
  • TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน
  • WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน
  • IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตร
  • Project Systems - PS
  • System Management - BASIS
  • Advanced Business Application Programming - ABAP
  • Business Information Warehousing - BIW
  • Customer Relationship Management - CRM
  • Advanced Planner Optimizer - APO
  • Product Lifecycle Management - PLM

 


 

ที่มา : http://www2.cs.science.cmu.ac.th

ภาพประกอบจาก Internet

Intro SAP#1 ประวัติของ SAP

posted on 12 Nov 2009 22:45 by it-edu  in SAP

ความหมายของ SAP



            SAP (Systems, Applications and Products in Data Processing") A company from Germany that sells the leading suite of client-server business software. The US branch is called SAP America.
            SAP is a real-time and integrated software that can control all of business jobs to do in the corrected and perfect ways.
            SAP คือ โปรแกรมที่ช่วยจัดการสายงานทุกสายงานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถนำไปใช้ประกอบการดำเนินกิจกรรมของธุรกิจได้ และผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลสถานะของบริษัทได้

        กล่าวโดยสรุป SAP (System Application products) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปทางธุรกิจประเภท ERP (Enterprise Resource Planning) ของประเทศเยอรมันที่ใช้ควบคุมดูแลทุกสายงานของบริษัท

 

ความหมายและลักษณะของ ERP

ERP (Enterprise Resource Planning) สามารถจัดการ Transaction Cycle (วัฎจักรการค้า) ได้หมดดังนี้
- Expenditure ( รายจ่าย ,งบประมาณ )
- Conversion ( การแลกเปลี่ยน )
- Revenue (รายได้ )
- Financial ( การเงิน )

ERP เป็น Software ที่ใช้ในการ Manage ได้ทั้งองค์กร โดยที่มี common Database เก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทำให้มีประสิทธิภาพ มีการ Share ข้อมูลสูงสุด โดยแต่ละส่วนสามารถดึงข้อมูลส่วนกลางที่ตัวเองสนใจมาวิเคราะห์ได้ และ สามารถที่จะ Integrate ได้หมดไม่ว่าจะเป็น Marketing Manufacturing Accounting และ Staffing

 



ก่อนที่จะมีระบบ ERP  นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรมประมาณช่วงทศวรรษ  1960  ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต  หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material  Requirement  Planning  ( MRP )  ก็คือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุดิบหรือ  Material  ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น  ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษ  1970   ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นจึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่องจักร ( Machine )  และส่วนของเรื่องการเงิน ( Money ) นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ  ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า  Manufacturing  Resource  Planning  ( MRP  II )

 

 



จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ  ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้  ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า  ระบบ  MRP  นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการทางด้าน  Material  ส่วนระบบ  MRP II นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการใน M อีกสองตัวนอกเหนือจาก  Material  ก็คือ Machine  และ Money  ซึ่งระบบ  MRP II  ที่ชื่อ  TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์  จะมีเมนูหลักของ Module  3 Modules หลักด้วยกันคือ  Financial Accounting , Distribution  และ  Manufacturing  และใน  Module  ของ Manufacturing  จะมีส่วนของ  MRP  รวมอยู่ด้วย

จะเห็นได้ว่าในการนำเอาระบบ  MRP II  เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆ นั้น  จะยังไม่สามารถซัพพอร์ตการทำงานทั้งหมดในองค์กรได้  นี่จึงเป็นที่มาของระบบ ERP  ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า  ERP  นั่นเอง  ดังนั้นระบบ  ERP จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร ( Enterprise Wide ) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ  4 M ซึ่งจะประกอบไปด้วย  Material  ,  Machine  , Money  และ  Manpower  นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ  ERP  เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง  MRP  และ  MRP II  รวมอยู่ด้วยเพราะ  ERP  มีต้นกำเนิดมาจากระบบ  MRP  และ  MRP II นั่นเอง

ERP จะเน้นให้ทำ Business Reengineering เพื่อปรับปรุงระบบให้เข้ากับ ERP ซึ่งจะแบ่ง Function Area เป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ
1. Marketing Sales
2. Production And Materials Management
3. Accounting And Finance
4. Human Resource
แต่ละส่วนจะมี Business Process อยู่ในนั้น ซึ่งจะมีหลาย Business Activity มาประกอบกัน เช่น activity การออก Invoice เป็น Activity แต่ละ Activity จะไปต่อเนื่องกันหลายๆอันออกไปจนกลายเป็น Process ที่เรียกว่า “Computer Order management”  ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับ Functional Area ที่เรียกว่า “Marketing And Sale”
Concept หลักๆของ ERP คือ เอาทุกข้อมูลของแต่ละแผนกมา Integrate กัน เพื่อ Share ข้อมูลกัน

 


 ประวัติของ SAP



SAP ก่อตั้งที่ประเทศเยอรมันนี เมื่อปี 1972 (พ.ศ. 2515) สํานักงานใหญอยูที่ Walldorf, Germany

โดยการรวมตัวกันของอดีตพนักงานบริษัท IBM และเจริญเติบโตจนกลายเป็นบริษัท software ที่ใหญ่เป็นอันดับ5ของโลก มีบริษัทที่มีการใช้ SAP มากกว่า 6,000 บริษัท ใช้มากกว่า 50 ประเทศ ใช้มากกว่า 9,000 site มีส่วนแบ่งในตลาด client/server software กว่า 31% มีผู้ใช้เพิ่ม 50% ต่อปี มียอดขาย SAP R/3 เพิ่มขึ้น 70% ต่อปี

เปาหมายธุรกิจในเริ่มแรก เนนลูกคาที่เปนธุรกิจขนาดใหญ (Enterprise-scale) แตในปจจุบันไดขยายธุรกิจไปที่ลูกคาขนาดเล็กและขนาดกลาง

•         * SAP มีการสร้างระบบงานทางด้าน Financial Accounting ที่เป็นลักษณะ Real-time และ Integrate Software

•      *ในปีต่อๆมา SAP ได้มีการพัฒนาระบบงานเพิ่มทางด้าน Material Management, Purchasing, Inventory Management และ Inventory Management และ Invoice Verification

•      *ในปี 1997 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อบริษัทเป็น System, Anwendungen, Produkte in der Datenverarbeitung(System Applications, Products in data Processing)และได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่เมือง Walldorf

•         *จากนั้น SAPก็ได้พัฒนาระบบงานเพิ่มขึ้น เช่น Assets Accounting เป็นต้น

•      * ในปี 1978 SAP ได้เสนอระบบงานที่เป็น Enterprisewide Solution ที่ชื่อว่า SAP/R2 ซึ่งทำงานอยู่บนระบบ Mainframe พร้อมกับเพิ่มระบบงานทางด้าน Cost Accounting

•         *ในปี 1992 SAP ได้เสนอระบบงานที่ทำงานภายใต้ Environment ที่เป็น 3 Tier Clien/Server บนระบบ UNIX ที่ชื่อว่า SAP R/3


                Client                           Sever                            Database Server          


ในป พ.ศ. 2532 SAPไดตั้งสํานักงานใหญประจําภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ประเทศสิงคโปรเพื่อเปนการรองรับการขยายตัวทางธุรกิจในเอเซียใตและประเทศยานแปซิฟก ตอมาไดขยายสาขาในภูมิภาคนี้ใน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนิเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด ฟลิปปนส และประเทศไทย

กรกฎาคม พ.ศ. 2546 องคการโทรศัพทแหงประเทศไทยไดเลือกใช mySAP Supplier Relationship Management (SRM) เพื่อมาชวยในการจัดซื้อจัดจาง และกอใหเกิด Supplier network ขึ้นมา โดยหวังวาในที่สุดจะทําใหมีการจัดซื้อจัดจางที่รวดเร็วขึ้นและลดตนทุนในการดําเนินธุรกิจได ซึ่งมีผลตอ 10 บริษัทที่เปน    คูคาขององคการโทรศัพท

ลูกคาที่สําคัญของ SAP ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคือ Singtel, Tata Group of Companies, Siam Cement, Telom Asia, PT Astra, San Miguel, Uniliver, FAW-Volkswagen, Sony Computer Entertainment, 7-Eleven Stores, General Motors, Novartis

ผลิตภัณฑ์ของ SAP


ระบบ SAP ประกอบด้วย หลาย module ของแต่ละส่วนของการจัดการที่เอามารวมกันและทำงานร่วมกัน เนื่องด้วยตลาดและความต้องการของลูกค้าเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบ มีบริษัท software ที่พยายามสร้างโปรแกรมที่สนับสนุนแต่ละส่วนของธุรกิจ ในขณะที่ SAP พยายามสร้าง software ที่เหมาะสม กับทุกธุรกิจ SAP โดยให้โอกาสเลือกใช้แค่ระบบเดียวแต่สามารถทำงานได้กับทุกส่านของธุรกิจ ทั้งยังสามารถติดตั้ง R/3 application มากกว่า 1 ตัวเป็นการเพิ่มความเร็วในการทำงาน SAPมีหลาย Module มีหน้าที่ที่ต่างกัน แต่ทำงานร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียว (แต่ละ Module คือแต่ละส่วนของธุรกิจ) ผลิตภัณฑ์SAPมี 2 กลุ่ม  คือ SAP R/2 ใช้สำหรับเมนเฟรม  และ SAP R/3 ใช้กับระบบ client/server  SAP เป็นบริษัทของ German แต่แยกการทำงานเป็น บริษัทย่อย, หุ้นส่วน, และ พันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก

 

ที่มา : http://www2.cs.science.cmu.ac.th

รูปประกอบ คุณ  Squadron